พิธายิงตรง! ถึง กกต.จงใจกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ ?

Author:

จากกรีปมหุ้นสื่อ ITV ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มีความคืบหน้าเมื่อวานนี้ (14 ส.ค. 66) คณะกรรมการไต่สวน กกต.ใหญ่ ยกคำร้อง ซึ่งเรื่องนี้เปิดเผยโดย นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ระบุว่า เมื่อเร็วๆ นี้สำนวนการสอบสวนกรณีดังกล่าว สำนวนถูกส่งมายังชั้น สำนักงาน กกต.แล้ว แต่ยังไม่เข้า กกต.ใหญ่ ที่ผ่านมาเป็นการทำงานของคณะกรรมการไต่สวนดำเนินการสืบสวนไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว ก็จะเสนอความเห็นขึ้นมาว่า โดยเห็นควรให้ยกคำร้อง

ล่าสุดวันนี้ (15 ส.ค. 66) นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้ออกมาเคลื่อนไหว ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีหุ่นสื่อ ITV โดยระบุว่า
“เมื่อวานนี้มีข่าวออกมาว่าคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ของ กกต. มีมติว่าจะให้ยกคำร้องผมในคดีอาญามาตรา 151 เรื่องการรู้อยู่แล้วว่าไม่มีคุณสมบัติสมัครรับเลือกตั้ง แต่ยังลงสมัคร จากการถือหุ้นไอทีวี โดยคณะกรรมการสืบสวนมีเหตุผลสำคัญว่า บริษัทไอทีวีไม่มีการดำเนินกิจการอยู่และไม่มีรายได้จากการเป็นสื่อ จึงไม่ถือว่าผมมีความผิด

เพราะผมถือหุ้นนี้มาตลอดเวลาที่ทำงานการเมือง เป็น ส.ส. มา 4 ปี แต่เพิ่งจะเกิดการร้องเรียนกันขึ้นในเวลาที่ผมเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และมีการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้าการเสนอชื่อผมต่อสภาไม่กี่วัน รวมถึงมีหลักฐานความผิดปกติมากมายที่บ่งชี้ว่ามีความพยายมปลุกปั้นให้บริษัทไอทีวีซึ่งเลิกกิจการสื่อไปนานกว่า 10 ปี กลับมาเป็น “หุ้นสื่อ” ให้ได้

มาวันนี้ ที่มีการเปิดเผยมติของคณะกรรมการไต่สวนออกสู่สาธารณะแล้วว่าผมไม่ผิด ทำให้มีประเด็นคำถามที่ผมขอถามไปยัง กกต. ดังนี้

1. คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนดังกล่าว ซึ่งทำคดีมาตรา 151 (คดีอาญา) มีมติก่อนที่ กกต. จะพิจารณาส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ถึงแม้ว่า กกต จะอ้างว่า การพิจารณาของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน เป็นคนละกระบวนการกับการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่คณะกรรมการสืบสวนฯ ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่รวบรวมพยานหลักฐานและเรียกพยานบุคคลมาสอบข้อเท็จจริง ได้เห็นข้อเท็จจริงว่า ไอทีวีมิได้ประกอบกิจการสื่อและมิได้มีรายได้จากกิจการสื่อมวลชนในขณะที่ผมสมัครรับเลือกตั้งแต่อย่างใด แต่กกต. กลับยังยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยละเลยข้อเท็จจริงบางประการที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนได้หยิบยกมาพิจารณา และละเลยแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวางหลักเรื่องการมีรายได้และที่มาของรายได้เป็นเกณฑ์ว่าบริษัทใดเป็นสื่อหรือไม่

2. การที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนมีมติว่า หุ้นไอทีวีไม่ใช่หุ้นสื่อ นอกจากจะสอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ก็สอดรับกับความเห็นของประชาชนทั่วไปอีกด้วย ดังนั้น การสั่งให้ผมหยุดปฏิบัติหน้าที่ ทั้งๆ ที่ไอทีวี และอินทัช ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ล้วนแต่มีเอกสารงบการเงินยืนยันว่า ไอทีวีหยุดประกอบกิจการ และไม่มีรายได้จากการประกอบกิจการสื่อ ประกอบกับคดีหุ้นสื่อ (นอกจากคดีคุณธนาธร) ของ สส. ปี 2563 ประมาณ 60 คน ศาลก็ไม่ได้สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด แต่ในคดีผม กลับสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ผมจึงขอให้สังคมพิจารณาว่าการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ผม มีความเป็นธรรมหรือไม่”

ซึ่งจากโพสต์ดังกล่าว ทำให้เหล่ามวลชนชาวด้อมส้ม รวมถึง สส.พรรคก้าวไกลบางท่าน ก็มาคอมเมนต์ ให้กำลังใจคุณพิธาและถามถึงคำตอบ ของ กกต.

แต่อย่างไรก็ดี ต้องรอติดตามต่อ เพราะยังมีอีกหลายด่าน ในการวินิจฉัย ปมหุ้นสื่อ ITV ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *