ปชป.แตกละเอียด อนาคตมืด “สนธิ” ชี้หนทางฟื้นมีทางเดียว

Author:

“สนธิ” ชี้ อนาคตประชาธิปัตย์มืดสนิท หลังโหวตนายกฯ ไปคนละทิศละทาง กลุ่ม 16 สส.ก๊วน “เฉลิมชัย-เดชอิศม์” ช็อกแฟนคลับหันไปยกมือให้ “เพื่อไทย” ขณะที่คนเก่าแก่อย่าง “ชวน-บัญญัติ” ก็ไม่ปรับเปลี่ยนตัวเอง และวันนี้ก็เดินคนละทางกับกลุ่ม “จุรินทร์” หนทางฟื้นพรรคมีอยู่ทางเดียว คนเก่าแก่ต้องวางมือให้คนรุ่นใหม่เข้ามา ปรับเปลี่ยนกติกาพรรคให้เข้ากับยุคสมัย ฟื้นอุดมการณ์ดั้งเดิมที่เป็นพรรคไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น กัดฟัน กลืนเลือด ยืนหยัดเป็นฝ่ายค้าน เรียกคะแนนกลับคืน

ในรายการ  “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” หรือ “สนธิทอล์ก” วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม 2566 นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ หลังเกิดปราปฏการณ์ สส.ของพรรคจำนวน 16 คน ฝืนมติพรรค ไปยกมือเห็นชอบให้นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรี ในการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา

นายสนธิ กล่าวว่า ได้เคยเตือนมาหลายครั้งและหลายปีแล้วว่า พรรคเก่าแก่อย่างพรรคประชาธิปัตย์นั้นถ้าไม่ปรับเปลี่ยนแบบยกเครื่องก็จะต้องแตกเป็นเสี่ยง ๆ อย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้

ทั้งนี้ ก่อนการลงมติโหวตนายกฯ นั้น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์มีมติให้งดออกเสียง แต่ก็มีผู้ใหญ่บางคนขออนุญาตที่ประชุมแล้วว่าจะโหวต“ไม่เห็นชอบ”

พอถึงเวลาโหวตจริง ปรากฏว่า ผู้ใหญ่ในพรรค ก็คือนายชวน หลีกภัยและนายบัญญัติ บรรทัดฐาน โหวต “ไม่เห็นชอบ”โดยนายชวน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการโหวต ว่า ได้ออกตัวกับคนในพรรคไว้ตั้งแต่แรกว่าส่วนตัวจะโหวต”ไม่เห็นชอบ”เพราะพรรคประชาธิปัตย์ได้ต่อสู้กับพรรคเพื่อไทยมาตลอด 3-4 สมัยโดยเฉพาะภาคใต้ขณะที่ สส. อีก 6 คนโหวต “งดออกเสียง” ตามมติพรรค

ส่วน สส.พรรคประชาธิปัตย์ ส่วนใหญ่ คือ 16 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน โหวต “เห็นชอบ” ให้นาย เศรษฐา ทวีสิน โดยตอนที่ประธานสภาเรียกชื่อให้โหวต ปรากฏว่า สส.ปชป. 14 ใน 16 คน ของกลุ่มนี้ไม่อยู่ในห้อง จึงข้ามไป รอสุดท้ายจึงค่อยเข้ามาลงเสียงตามหลัง เหมือนกับจะได้เด่นและแยกชัดว่ากลุ่มนี้ก็คือกลุ่มที่โหวตเห็นชอบ

โดยที่ สส. 16 คนที่ออกเสียงเห็นชอบให้นายเศรษฐาเป็นนายกฯ นั้น เป็น สส.ในกลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรค และนายเดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา

เบื้องหลัง การโหวตสวนมติพรรคนั้น ก่อนที่จะมีการโหวต แกนนำกลุ่ม คือนายเดชอิศม์และ นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช ได้หารือกับแกนนำพรรคเพื่อไทย คือ นายภูมิธรรม เวชยชัย ว่า ถ้าเสียงยังก้ำกึ่ง พวกตนพร้อมจะโหวตเติมให้ แต่ต้องได้ร่วมรัฐบาล

ดังนั้น ทางกลุ่มที่โหวตสวนมติพรรคจึงไม่ได้แสดงตนในที่ประชุม แต่กลับไปนั่งรวมตัวกันข้างนอก จนเมื่อทราบว่าผลการโหวตเสียงเกิน 375 เสียง ที่โหวตให้นายเศรษฐา ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้มีการพูดคุยกันกับแกนนำเพื่อไทยว่าจะยังโหวตเห็นชอบ โดยขอเป็นอะไหล่ ในกรณีที่พรรคอย่างพลังประชารัฐ หรือ ภูมิใจไทยต้องการเจรจาต่อรองขอกระทรวงเกรดเอจากพรรคเพื่อไทย โดยทางกลุ่มของตนก็จะพร้อมเสียบทันที จนเป็นที่มาของการโหวตสวนมติพรรคประชาธิปัตย์ดังกล่าว

ด้านนายชวน กล่าวภายหลังการประชุมรัฐสภาว่า ไม่น่าเชื่อว่า ส.ส.ของพรรคจะโหวตออกมาอย่างนี้

เมื่อผลการโหวตนายกฯ ออกมาคนละทิศละทางแบบนี้ ก็ชัดเจนแล้วว่า อนาคตของพรรคประชาธิปัตย์นั้นริบหรี่ลงไปทุกที และน่าจะดับลงไปแล้ว

โดยเฉพาะการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้รับเลือกใน กทม. แม้แต่ที่นั่งเดียว แถมในภาคใต้ซึ่งเป็นฐานที่มั่นทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้รับเลือกน้อยลง

ทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ด้อยค่าลงไปอย่างมากในสายตาของคนที่นิยมชมชอบพรรคประชาธิปัตย์ ยิ่งด้อยค่าลงไปอีกเมื่อมีการประชุมเลือกหัวหน้าพรรคล้มเหลวถึง 2 ครั้ง และไม่มีทีท่าว่าจะเลือกหัวหน้าพรรคใหม่ได้เมื่อใด

ประกอบกับการแตกแยกทางความคิด ในการเข้าร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยที่ปรากฏออกมาล่าสุด จนหลายคนคิดไม่ถึงว่า “พรรคเก่าแก่” ถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นสถาบันการเมืองเช่นพรรคประชาธิปัตย์เป็นไปได้ถึงขนาดนี้

นายสนธิ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์นั้นต่อต้านพรรคเพื่อไทยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแค่คิดว่า สส.ของพรรคไปโหวตให้คนของพรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯ มันก็น่าตกอกตกใจอย่างมากสำหรับคนที่เป็นแฟนๆ ของพรรคประชาธิปัตย แต่ผลประโยชน์มันไม่เข้าใครออกใคร และที่จริงแล้วพรรคประชาธิปัตย์ตอนนี้ก็เบี่ยงเบนไปจากอุดมการณ์เดิมๆ อย่างมาก

นายสนธิกล่าวอีกว่า แม้ตนจะไม่เห็นด้วยกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่มีแนวนโยบายเสรีนิยมสุดโตง เอียงข้างอเมริกา แต่อย่างน้อยนายอภิสิทธิ์ก็มีภาพของคนที่มีคุณธรรม มีหลักการ หลังการเลือกตั้งปี 2562 ยืนหยัดไม่ให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่มาจากการรัฐประหาร

พรรคประชาธิปัตย์จะแก้ไขอะไรไม่ได้ ถ้าคนเก่าคนแก่ของพรรคอย่างนายชวน นายบัญญัติ ไม่ปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลงตัวเอง หรือไม่ก็ลาออก ไม่เล่นการเมืองอีก เพราะอยู่ในพรรคมาเกือบ 50 ปีแล้ว ถึงเวลาต้องให้คนรุ่นใหม่เข้ามา เงื่อนไขกติกาต่างๆ ของพรรคที่สร้างขึ้นมาปกป้องคนเก่าคนแก่ให้มีอำนาจ ยกตัวอย่างเช่น การวางลำดับ สส.บัญชีรายชื่อ ก็จะต้องปรับเปลี่ยน

นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ ที่ล้มนายอภิสิทธิ์ลงได้ก็เพราะนายชวนหนุนหลัง แต่ตอนนี้ นายชวนกับนายจุรินทร์เดินคนละทางแล้ว ถ้าผู้เฒ่าในพรรคประชาธิปัตย์ไม่ล้างมือ ออกจากพรรค เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหมเข้ามาร่วม และปรับเปลี่ยนกติกาให้เหมาะสมกับยุคสมัย แต่ยังคงอุดมการณ์ที่แน่วแน่ ไม่ต้องเข้าร่วมรัฐบาลก็ได้ เพราะถึงอย่างไรนายเศรษฐาก็มีเสียงสนับสนุนเป็นนายกฯ ได้อยู่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ต้องยืนหยัดเป็นฝ่ายค้าน ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ ไม่มีผลประโยชน์ เพื่อเรียกคะแนนนิยมให้คนที่ทิ้งประชาธิปัตย์ไปให้กลับมา ส่วน สส.16 คนที่ยกมือโหวตให้นายเศรษฐาก็เหมือนเผาบ้านตัวเอง และมีแนวโน้มจะย้ายออกจากพรรคอยู่แล้ว ซึ่งคาดว่าจะย้ายไปเข้าพรรคภูมิใจไทย

“ท่านผู้ชมยังคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังมีแสงริบหรี่อยู่หรือ ผมไม่คิดเช่นนั้น ผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้นมืดบอดสนิท จะเหลืออยู่อย่างเดียวคือ สส.ที่เหลือจะกี่คนก็ตาม สมาชิกพรรคต้องฮึดสู้ แล้วยืนหยัดในอุดมการณ์ที่ตัวเองเคยมีอยู่ ยึดถืออุดมการณ์นั้นอย่างมั่นคง ชื่พรรคประชาธิปัตย์นั้นเคยมีชื่อว่าไม่โกงกินและไม่คอร์รัปชั่น แต่ในช่วงหลังๆ นั้นชื่อเสียงฉาวโฉ่มาก

“โอกาสทางรอดประชาธิปัตย์มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นเอง กัดฟัน กลืนเลือด ยืนหยัด ในอุดมการ์เก่าๆ ที่รุ่นเก่าๆ ของประชาธิปัตย์สร้างขึ้นมา และที่สำคัญ คนรุ่นเก่าของพรรคต้องถอยออกมา อย่าทำตัวเป็นแก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพระาอยู่นาน” นายสนธิกล่าว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *