ศาลยกฟ้อง ‘ไอลอว์’ ฟ้องนายกฯ ขอเพิกถอน ม.9 พรก.ฉุกเฉิน ชี้ปฏิบัติตามกฎหมาย

Author:

 

ศาลเเพ่งยกฟ้อง ‘ไอลอว์’ ฟ้องนายกฯ-หลายหน่วยงาน ขอเพิกถอน ม.9 พรก.ฉุกเฉิน เรียกค่าเสียหาย 4.5 ล้าน ชี้ปฏิบัติโดยชอบตามกฎหมาย ไม่เลือกเฉพาะผู้ชุมนุม

เมื่อวันที่ 25 ก.ค.66 ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาในคดีที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์, นางชุมาพร แต่งเกลี้ยง ตัวแทนกลุ่มเฟมินิสด์ปลดแอก และนายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือครูใหญ่ แนวร่วมม็อบคณะราษฎร เป็นโจทก์ฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.), สำนักนายกรัฐมนตรี, กองบัญชาการกองทัพไทย, กระทรวงการคลัง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

เป็นจำเลยที่ 1-6 เรื่องละเมิด ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกาศข้อกำหนดในมาตรา 9 ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ พ.ศ.2548 เรียกค่าเสียหายจำนวนทุนทรัพย์ 4,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 นับแต่วันฟ้อง

คำฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์ทั้ง 3 ถูกดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบฯ จากการร่วมปราศรัยในการชุมนุมของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2564 ซึ่งข้อกำหนดและประกาศดังกล่าว เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการ แสดงความคิดเห็น และเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ที่ต้องได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ทำให้โจทก์ทั้ง 3 ได้รับความเสียหาย จึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกาศดังกล่าว ให้จำเลยที่ 3-6 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ตามฟ้องและให้ สตช. จำเลยที่ 6 ลบล้างประวัติอาชญากรแก่โจทก์ทั้ง 3 ด้วย

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นสมควรวินิจฉัยประการแรกก่อนว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะนายกรัฐมนตรี มีเหตุต้องออกข้อกำหนดฯและจำเลยที่ 2 มีเหตุต้องออกประกาศฯตามฟ้องเพื่อบังคับใช้ในสถานการณ์ดังกล่าวหรือไม่ก่อน เห็นว่าที่โจทก์ทั้ง 3 อ้างว่าการออกข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พรก.ฉุกเฉินฯพ.ศ.2548(ฉบับที่ 15 ) ลงวันที่ 25 ธ.ค.2563 ของจำเลยที่ 1

และการออกประกาศหัวหน้ารับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่อง ห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโควิด 19 ของจำเลยที่ 2 เป็นบทกฎหมาย ละเมิดและริดรอนสิทธิและเสรีภาพของโจทก์ทั้ง 3

รวมถึงประชาชนที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและกติการะหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี โดยเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นที่บุคคลมารวมตัวกันเป็นการชั่วคราวในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญมาตรา 4 บัญญัติรับรองไว้ว่า “บุคคลทุกคนย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” นั้น

แต่เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธดังกล่าวไม่ใช่เสรีภาพที่มีการรับรองและคุ้มครองไว้อย่างสมบูรณ์เด็ดขาด หากแต่รัฐสามารถจำกัดเสรีภาพดังกล่าวได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมาย โดยกำหนดเงื่อนไขไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 44 วรรค2 ว่าการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 26วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย”

และวรรค 2 บัญญัติว่า “กฎหมายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง” พรก.ฉุกเฉินฯมีเหตุผลความจำเป็นของการประกาศใช้ว่า โดยที่เป็นการสมควร ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และบัญญัติด้วยว่าพระราชกำหนดนี้ยังมีบทบัญญัติบางประการที่เกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *